Fighto!

โพสเมื่อ : มีนาคม 24, 2011

ช่วยกันกด LIKEและSHARE กันด้วยนะครับ




จำได้ไหมครับว่า หลังจากที่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ส่งลูกเข้าไปตุงตาข่าย โบลตัน ได้เมื่อวันเสาร์ คุณมีปฏิกริยาเยี่ยงไรบ้าง?

 

สำหรับผู้ลงมือกระทำการอย่าง เบอร์บาตอฟ เอง วิ่งไปฉลองตรงมุมธง โดยมีผองเพื่อนร่วมแจมเหมือนแขกรับเชิญในคอนเสิร์ต “แบบ เบิร์บ เบิร์บ”
ยกเว้นแค่ เวย์น รูนี่ย์ ที่วิ่งฉีกไปเหยียดกีบขึ้นปะทะอากาศ ก่อนทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากลางสนามพลางแหกปากตะโกนด้วยความสะใจ
ตัดภาพไปบนอัฒจันทร์ เราเห็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือใหญ่ และ เดวิด กิลล์ ผู้บริหารตัวเป้ง แด๊นซ์กระจายราวผู้ประกวดในบ้าน “เดอะ สตาร์”
มันชวนให้ใครหลายคนหวนนึกถึงภาพที่ “เฟอร์กี้” กับอดีตมือขวา ไบรอัน คิดด์ ไถลเข่าลื่นปรื๊ดเข้าไปยังสนาม หลังจากที่ สตีฟ บรูซ เหมาสองเม็ดในเกมกับ เชฟฯ เว้นส์เดย์ จนทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เอื้อมมือหนึ่งข้างไปแตะถ้วยพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในปี 1993 ยังไงยังงั้น
เป็นอารมณ์ประมาณเดียวกับที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ปีศาจแดง” เคยมีตอนที่เจ้าหนูโนเนมนมเพิ่งแตกพานอย่าง เฟเดริโก้ มาเคด้า เปลี่ยนตัวลงมากระทุ้งนำชัยให้ทีมพลิกชนะ แอสตัน วิลล่า เมื่อสองปีก่อน
ผมก็เป็นเหมือนเช่นเดียวกับผู้เล่นค่าย ยูไนเต็ด รวมถึง “เฟอร์กี้” แหละครับ ที่ยังมิบังอาจนึกถึงแชมป์ลีกสมัยที่ 19 หรอกครับ เพราะนี่เพิ่งกลางเดือนมีนาคมอยู่เลย
แต่ถ้าถามว่า นี่คือชัยชนะที่สำคัญหรือเปล่า? ขอยืดอกพกใจตอบเลยว่า แน่นอนอย่างที่สุด
เจอ โบลตัน ที่เล่นได้เหนียวแน่นหนึบ และหนักแน่นไม่พอ ยูไนเต็ด ยังเผชิญหน้ากับปัญหาอีกเพียบแปล้ ทั้งความมั่นใจที่ถูกบั่นทอนลงจากฟามพ่ายแพ้สองนัดติดต่อกันในลีกต่อ เชลซี และ ลิเวอร์ แถมด้วยนายใหญ่อย่าง “เฟอร์กี้” โดนแบนแต๊ดแต๋ถึงห้านัดจนต้องขึ้นไปนั่งใกล้ๆ กับ ดั๊กลาส คอสต้า เพลย์เมกเกอร์บราซิเลี่ยนค่าตัว 15 ล้านปอนด์จาก ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค อีก อิอิ
ไหนคุณ เวส บราวน์ จะต้องตามไปสมทบกับเพื่อนๆ ที่เดี้ยงในห้องพยาบาลตอนพักครึ่ง รวมถึง จอนนี่ อีแวนส์ ที่เสียบหนักจนโดนใบแดงอีก ซึ่งล่าสุดได้ออกมาขอโทษ สจ๊วร์ต โฮลเด้น แล้ว (ดีมากที่รู้จักขอโทษน้อง)
แต่ท้ายที่สุด แคแร็กเตอร์นักสู้ก็ยังไม่เคยห่างหายจากสโมสรฟุตบอลแห่งนี้
นี่คือครั้งที่ 13 แล้วนะครับที่ ยูไนเต็ด กะซวกตาข่ายได้ท้ายเกมหลังจากผ่านพ้นนาทีที่ 81 ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้
สำหรับประตูที่เกิดขึ้นระหว่างนาทีที่ 81-90 ยูไนเต็ด ทำได้ 13, สโต๊ค 12, โบลตัน 10, เชลซี 10 และ อาร์เซน่อล 9
แม้แต่ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตมิดฟิลด์ ลิเวอร์พูล ที่ผันตัวเองเป็นกูรูลูกหนัง ยังยอมซูฮกผ่านคอลั่มน์ตัวเองในหนังสือพิมพ์ว่า ยูไนเต็ด ทำให้เขาเกิดอาการหัวใจสลายบ้อนครั้งมาก โทษฐานที่มักยิงประตูชัยท้ายเกมมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก 

พวกเขาทำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า และมันคงไม่ใช่ฟลุ๊คแน่ๆ
เฟอร์กูสัน ไม่ยอมเปลี่ยนตัวรับลงสนามหลังเหลือ 10 คน แต่เลือกถอย ไมเคิ่ล คาร์ริค ลงยืนแดนหลัง แล้วปล่อยให้ตัวรุกสร้างเกมบดขยี้ โบลตัน จนอ่อนระทวย
และผมเข้าใจเลยว่า ทำไม เบอร์บาตอฟ ถึงได้สะใจปานนั้น
ประตู 20 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ของ “เบิร์บ” ที่นอกจากจะทำให้ยึดหัวหาดดาวซัลโวเหนียวเป็นผีตุ๊กแกแล้ว มันยังถือเป็นประตูแรกที่ เบอร์บาตอฟ ทำได้ในฐานะตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาจากความพยายามทั้งหมด 16 ครั้งก่อนหน้านี้ด้วย 

ครั้งอื่นๆ อีกแค่ครั้งเดียวที่นอกเหนือจากนี้ต้องย้อนไปถึงสมัยที่เจ้าตัวเล่นให้ สเปอร์ส ในเกมที่ถล่ม ดาร์บี้ 3-0 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 โน่นเทียว เมื่อซัดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
เพียงสองประตูจากการเป็นตัวสำรอง 23 นัด บ่งชี้ให้เราเห็นว่า เบอร์บาตอฟ ไม่เหมาะกับการเป็นตัวสำรองเลย
แต่นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาที่น่าหนักใจเท่าไหร่ของ “เฟอร์กี้” นะครับ
ลองชำเลืองไปดูลิสต์นักเตะที่ไม่สามารถใช้งานได้ของ ยูไนเต็ด เวลานี้ดู : อันแดร์สัน (หัวเข่า), บราวน์ (น่อง), อีแวนส์ (แบน), ริโอ เฟอร์ดินานด์ (น่อง), ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ (ไวรัส), อันเดอร์ส ลินเดอการ์ด (หัวเข่า), จอห์น โอเช (เอ็นหลังหัวเข่า), ราฟาเอล ดา ซิลวา (เอ็นหลังหัวเข่า), พอล สโคลส์ (แบน), เนมานย่า วิดิช (น่อง)
แต่เหมือนมีโชคเล็กๆ นะครับที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ต้องเอี้ยวตัวหลบให้โปรแกรมทีมชาติ
ตามปกติแล้ว เราจะไม่เห็น “เฟอร์กี้” ยินดีเลยเมื่อคิวโม่ระดับชาติเดินทางมาถึง
แต่คราวนี้ แกคงยินดี เพราะมันจะเป็นการให้เวลาทีมแพทย์ของ ยูไนเต็ด ได้รักษาอาการบาดเจ็บของนักเตะแบบเต็มเหนี่ยวไปเลยพี่เต็มที่ไปเลยเธอว์
เฉพาะอย่างยิ่ง วิดิช ที่นับตั้งแต่วันที่ผมปั่นยิกๆ คอลั่มน์ชิ้นนี้ ต้องการเวลาอีกราว 12 วันเพื่อให้น้อง-เอ๊ย-น่องหายเจ็บ
หมายฟามว่า เมื่อถึงวันที่ 2 เมษายนนี้ ปราการหลังพันธุ์โลหะหนักอย่าง “วิด้า” น่าจะพร้อมทำลายล้าง เวสต์แฮม ที่ อัพตัน พาร์ค
เช่นเดียวกับ เฟล็ทเชอร์ ที่มีสิทธิ์ฟิตทันเกมทุบ “ขุนค้อน” เช่นกัน หลังจากที่โดนเชื้อไวรัสทำตัวเป็นวายร้ายเล่นงานจนงอมพระราม
พาร์ค ชี ซอง (เอ็นหลังหัวเข่า) และ ไมเคิ่ล โอเว่น (โคนขาหนีบ) ที่กลับมาเป็นสำรองได้ตั้งแต่วันเสาร์ น่าจะมีเวลาเรียกความพร้อมให้ร่างกายเข้าที่เข้าทางอีก
ห้าแต้มที่เราทิ้งอยู่ อาจดูไม่เยอะเมื่อ อาร์เซน่อล รองจ่าฝูงมีเกมในมืออีกนัด หรือแม้แต่กับ เชลซี ที่เหลือเก้าแต้ม และเหลือเกมในมือเช่นกัน กระนั้น ผมชอบคำสัมภาษณ์ของ “เฟอร์กี้” ในเรื่องนี้มาก
“ห้าแต้มที่นำอยู่ถือว่าเยี่ยม” พ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ว่า
“อาร์เซน่อล มีเกมในมือ แต่เรามีแต้มในมือนะ”
ขอให้สปิริตนักสู้ยืนอยู่คู่กับสโมสรแห่งนี้ไปตราบนานเท่านาน
สู้ต่อไป ไอ้ผีแดง! 

เปาผี
ปล. พูดถึงสปิริตนักสู้ เราได้เห็นทุกสนามในพรีเมียร์ลีก รวมถึงที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีพิธียืนไว้อาลัยให้กับเหตุภัยภิบัติที่ญี่ปุ่น พร้อมถ้อยคำดีๆ ที่ให้กำลังใจอย่าง “Fighto Japan” (ไฟโตะ เจแปน) เป็นอาทิ
นอกจากผองชาวซามูไรแล้ว ผมก็เป็นเหมือนแฟนผีทุกคนที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ลูกพี่ใหญ่อย่าง ไบรอัน ร็อบสัน ที่เพิ่งผ่านคมมีดหมอผ่าตัดเนื้อร้ายตรงลำคอ จะมีกำลังต่อสู้ชีวิตต่อไปเช่นกัน โดยที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้มีการร้องเพลงให้กำลังใจ “ร็อบโบ้” ที่กำลังพักฟื้นในเมืองไทยด้วย 

 

Credit : เปาผี

Short URL: http://tinyurl.com/ztz5jkw


นำข่าวไปเผยแพร่ต่อกรุณาให้เครดิตกับ แมนยูคลับ.com ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

แจ้งลบภาพไม่เหมาะสมติดต่อหรือติดต่อโฆษณาได้ที่ Email: [email protected]




ฝากเร็ว ถอนง่าย แทงสบาย
รับเงินทดลองเล่นฟรี 300 บาท
FUN88TOPS.COM




รู้ยัง! แมนยูคลับมีไลน์แล้ว เพิ่มเพื่อน กดแอดมาเลยจร้า


FUN88 ให้เงินเล่นฟรี 300 บาท โบนัสแรกเข้า 200% รีบเลย!!!


โปรแกรมและผลการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


กิจกรรมทายผลฟุตบอล ลุ้นรับรางวัลพิเศษจากแมนยูคลับ ทุกเดือน